ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิจัยในชั้นเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยกระบวนการนิเทศ APISE Plus บูรณาการ รูปแบบการบริหารจัดการ 7 STEPs สู่ 7 S
หมวดนวัตกรรม
นวัตกรรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน ตลาดงาน และ Soft Power
ประเภทนวัตกรรม
ด้านนิเทศการศึกษา
ปี (พ.ศ.)
2569
สังกัด ศธจ.
ศธจ.ลำปาง
ระดับการศึกษา
ประถมศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ศิลปะ
วิดีโอ YouTube
1 คลิปสถานศึกษาและสังกัด
สถานศึกษา / โรงเรียน / หน่วยงาน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1
สังกัด
สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
สังกัดย่อย / ระบุเพิ่มเติม
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1
ผู้พัฒนา
ผู้พัฒนาหลัก
นาย วสันต์ แปงจิตต์
ตำแหน่ง
ศึกษานิเทศก์
โทรศัพท์
0862244825
E-mail
arjantom@lpgpeo.go.th
ผลการดำเนินงานและเนื้อหา
ผลการดำเนินงาน
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D)1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของ "คู่มือการพัฒนาวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้ AI (กลุ่มสาระศิลปะ)" และประเมินสมรรถนะครูผู้สอนศิลปะในการจัดทำรายงานวิจัยในชั้นเรียน 5 บท 2) ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะความคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ และ 3) ศึกษาผลการนิเทศและความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศที่มีต่อกระบวนการนิเทศ APISE Plus ผ่านแพลตฟอร์มการนิเทศออนไลน์ (LPG1’s OSP)2 กลุ่มเป้าหมายการวิจัย ได้แก่ สถานศึกษาเป้าหมาย 4 แห่ง สังกัด สพป.ลำปาง เขต 1 (โรงเรียนผาแดงวิทยา โรงเรียนบ้านห้วยอูน โรงเรียนบ้านข่อยมิตรภาพที่ 110 และโรงเรียนบ้านแม่งาวใต้) ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 4 คน ผู้บริหารสถานศึกษา 4 คน และผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ศึกษาในรายวิชาศิลปะ รวมทั้งสิ้น 168 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการพัฒนาวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้ AI 5 ส่วน, กระบวนการนิเทศ APISE Plus บูรณาการ 7 STEPs สู่ 7 S ผ่านแพลตฟอร์ม LPG1’s OSP, แบบประเมินคุณภาพคู่มือ, แบบสอบถามประเมินสมรรถนะและความพึงพอใจ, แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะ4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย X ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบ t-test for Dependent Samples
ผลการวิจัยพบว่า
1) คุณภาพนวัตกรรมคู่มือการพัฒนาวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้ AI (กลุ่มสาระศิลปะ) ในภาพรวมอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (X ̅ = 4.83, S.D. = 0.37) ผ่านเกณฑ์การรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ โดยครูผู้สอนศิลปะมีสมรรถนะในการจัดทำรายงานวิจัยในชั้นเรียน 5 บทด้วย AI เฉลี่ยร้อยละ 95.00 ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมาย OKRs (ร้อยละ 80) และสามารถลดระยะเวลาในการจัดทำเอกสารวิจัยลงได้มากกว่าร้อยละ 80 ตอบโจทย์นโยบาย Quick Win
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะของผู้เรียน หลังเรียน (X ̅ = 24.80 , S.D. = 2.15) สูงกว่าก่อนเรียน (X ̅ = 14.25, S.D. = 2.84) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 (t = 18.62, p < .01) โดยมีผู้เรียนร้อยละ 82.74 ได้ผลการเรียนระดับ 3 (ดี) ขึ้นไป (ผ่านเป้าหมาย OKRs)7 อีกทั้งผู้เรียนยังมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะและสมรรถนะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) เฉลี่ยร้อยละ 91.677
3) ผลการนิเทศและความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศ APISE Plus บูรณาการ 7 STEPs สู่ 7 S ผ่านแพลตฟอร์ม LPG1’s OSP ของครูผู้รับการนิเทศและผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅ = 4.88, S.D. = 0.32) คิดเป็นร้อยละ 10078 โดยกระบวนการนิเทศแบบ Coaching ด้วยความเข้าอกเข้าใจ ร่วมกับระบบออนไลน์ช่วยสร้างบรรยากาศความไว้วางใจ ลดความกังวลในการทำวิจัย และส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ได้อย่างยั่งยืน
คำสำคัญ การวิจัยในชั้นเรียน, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning),
กระบวนการนิเทศ APISE Plus, ศิลปศึกษา
การนำไปใช้ประโยชน์
การนำไปใช้ประโยชน์
1. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเกิดสมรรถนะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) สามารถใช้นวัตกรรม AI เป็นผู้ช่วยในการจัดทำรายงานวิจัยในชั้นเรียน 5 บทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระงานเอกสารวิชาการซ้ำซ้อน และเพิ่มเวลาในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
2. ผู้เรียนได้รับการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะ มีทักษะความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนเกิดสมรรถนะความฉลาดรู้และจริยธรรมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานตามพหุปัญญารายบุคคล
3. ได้นวัตกรรม คู่มือการพัฒนาวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้ AI (กลุ่มสาระศิลปะ) และต้นแบบกระบวนการนิเทศ APISE Plus บูรณาการ 7 STEPs สู่ 7 S บนแพลตฟอร์มการนิเทศออนไลน์ (LPG1’s OSP) ที่สามารถนำไปขยายผลยกระดับคุณภาพการศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ได้อย่างเป็นระบบ
4. สถานศึกษาเป้าหมายทั้ง 4 แห่ง เกิดระบบการนิเทศภายในและการขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่เข้มแข็ง มีคลังนวัตกรรมสื่อดิจิทัล และเกิดวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการจัดการเรียนรู้และการทำวิจัยด้วย AI ที่ยั่งยืน
การขยายผล
ประเด็นการขยายผลนวัตกรรม 4 ด้านหลัก
1. การขยายผลข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้และต่างบริบทสถานศึกษา (Cross-Disciplinary & Contextual Expansion)
ต่อยอดนวัตกรรม "คู่มือการพัฒนาวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้ AI" จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ไปสู่กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ เช่น ภาษาไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสังคมศึกษาฯ โดยปรับเปลี่ยนคลังเครื่องมือ AI และโครงสร้างคำสั่ง (Prompt Engineering) ให้ตรงกับธรรมชาติวิชา
พร้อมทั้งนำรูปแบบการนิเทศไปทดลองขยายผลกับสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงเรียนขนาดเล็กพิเศษ เพื่อปรับปรุงรูปแบบการนิเทศให้ยืดหยุ่นและรองรับบริบทที่หลากหลาย
2. การยกระดับแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่คลังนวัตกรรมการเรียนรู้ระดับเขตพื้นที่ (District-Wide Digital Ecosystem Expansion)
พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแพลตฟอร์มการนิเทศออนไลน์ (LPG1’s OSP) ให้กลายเป็นศูนย์กลางคลังนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Repository) ระดับเขตพื้นที่การศึกษา
เพื่อจัดเก็บ รวบรวม และเผยแพร่รายงานวิจัยในชั้นเรียน 5 บท สื่อศิลปะดิจิทัล และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูทั้งเขตพื้นที่ ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าถึงและเรียนรู้ร่วมกันได้แบบ Anywhere Anytime
การพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เฉพาะทางระดับองค์กร (Custom AI Agent Development)
3. ขยายผลเชิงเทคโนโลยีด้วยการวิจัยและพัฒนา Custom Gemini หรือ AI Agent เฉพาะทาง ที่ได้รับการฝึกฝน (Train) ด้วยชุดข้อมูลหลักสูตรและเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของ สพฐ. โดยเฉพาะ
เพื่อให้ระบบสามารถช่วยวิเคราะห์ ตรวจทาน และให้ข้อเสนอแนะรายงานวิจัยในชั้นเรียน 5 บทของครูได้อย่างอัตโนมัติ แม่นยำ และสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาการมากยิ่งขึ้น
4. การสร้างเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพและการนิเทศแบบกัลยาณมิตรอย่างยั่งยืน (Sustained PLC & Mentoring Network)
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ S7-SPREAD (ถอดบทเรียนขยายผล) ในรูปแบบการบริหารจัดการ 7 STEPs สู่ 7 S บูรณาการร่วมกับกระบวนการนิเทศ APISE Plus
โดยเปลี่ยนบทบาทศึกษานิเทศก์และครูผู้นำเป็นผู้โค้ช (Coach) และพี่เลี้ยง (Mentor) ที่นิเทศด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
เพื่อสร้างเครือข่าย PLC ข้ามสถานศึกษา ช่วยลดความกังวลในการทำวิจัย และสร้างวัฒนธรรมการพัฒนาวิชาชีพร่วมกันอย่างยั่งยืน
การต่อยอด
1. การขยายผลระดับระบบและทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้: ต่อยอดนวัตกรรม "คู่มือการพัฒนาวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้ AI" และกระบวนการนิเทศ APISE Plus บูรณาการ 7 STEPs สู่ 7 S จากกลุ่มสาระศิลปะไปสู่กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ เช่น ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษาฯ เพื่อช่วยลดภาระงานเอกสารวิจัย 5 บทของครูทั้งเขตพื้นที่การศึกษาตามนโยบาย Quick Win
2. การยกระดับการเรียนรู้รายบุคคลและสมรรถนะอนาคต: นำเครื่องมือ Generative AI เช่น DALL-E 3, Suno AI และ Canva AI มาประยุกต์ออกแบบกิจกรรม Active Learning ที่ตอบสนองพหุปัญญารายบุคคลของผู้เรียน ควบคู่กับการส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ ความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล และจริยธรรม AI (AI Ethics) ตามนโยบาย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)
3. การพัฒนาระบบนิเทศอัจฉริยะและ AI เฉพาะทาง: ยกระดับแพลตฟอร์มดิจิทัล LPG1’s OSP ด้วยการวิจัยและพัฒนา Custom AI หรือ AI Agent ที่ได้รับการเทรนด้วยชุดข้อมูลหลักสูตรและเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของ สพฐ. โดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตรวจทานและวิเคราะห์รายงานวิจัยในชั้นเรียน 5 บทของครูได้อย่างอัตโนมัติและแม่นยำ
4. การสร้างชุมชน PLC และนิเทศกัลยาณมิตรอย่างยั่งยืน: ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ S7-SPREAD ด้วยการ Coaching & Mentoring ผ่านการสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) เปลี่ยนบทบาทศึกษานิเทศก์และผู้บริหารสถานศึกษาจากผู้ตรวจสอบสู่ผู้อำนวยความสะดวก เพื่อสร้างวัฒนธรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ข้ามสถานศึกษาอย่างเข้มแข็ง
การประยุกต์ใช้
1.การประยุกต์ใช้ AI ในการสกัดปัญหาและทำวิจัยในชั้นเรียน 5 บท: ครูผู้สอนสามารถใช้ NotebookLM วิเคราะห์สารสนเทศ SAR และ ปพ.5 เพื่อสกัดช่องว่างการเรียนรู้ (Learning Gap) ของผู้เรียนได้อย่างแม่นยำ
ควบคู่กับการใช้ Gemini เป็นผู้ช่วยร่างและเรียบเรียงรายงานวิจัย 5 บท ตามมาตรฐาน APA 7th
ซึ่งช่วยลดระยะเวลาจัดทำเอกสารวิจัยลงได้มากกว่าร้อยละ 80 ตอบโจทย์นโยบาย Quick Win
2. การประยุกต์ใช้ Generative AI ออกแบบสื่อ Active Learning: ครูศิลปะสามารถนำ DALL-E 3 และ Canva AI มาใช้สร้างภาพร่างทัศนศิลป์และชุดแต่งกายนาฏศิลป์ดิจิทัล
พร้อมใช้ Suno AI ประพันธ์ทำนองและบทเพลงในสาระดนตรี
เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจและพัฒนาพหุปัญญารายบุคคลตามนโยบาย Anywhere Anytime
3. การประยุกต์ใช้กระบวนการนิเทศและ Coaching: ผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิเทศก์สามารถนำกระบวนการนิเทศ APISE Plus บูรณาการ 7 STEPs สู่ 7 S ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ LPG1’s OSP มาใช้ติดตามและช่วยเหลือครูด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
พร้อมส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ข้ามสถานศึกษา
4. การประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติทางจริยธรรม AI (AI Ethics): ครูนำกรอบจริยธรรมไปปลูกฝังผู้เรียนให้มีความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานศิลปะ มีการอ้างอิงแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง และใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยสร้างสรรค์
ผลกระทบและการถอดบทเรียน
ผลของการยกระดับคุณภาพ
ผลของการยกระดับคุณภาพการศึกษา 4 ด้าน
1.หลักการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน: ผู้เรียนภาพรวม 168 คน ในสถานศึกษาเป้าหมาย 4 แห่ง มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะหลังเรียน ($\bar{X} = 24.80, S.D. = 2.15$) สูงกว่าก่อนเรียน ($\bar{X} = 14.25, S.D. = 2.84$) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ($t = 18.62, p < .01$)ทะลุเป้าหมาย OKRs: มีผู้เรียนได้ผลการเรียนวิชาศิลปะระดับ 3 (ดี) ขึ้นไป จำนวน 139 คน คิดเป็น ร้อยละ 82.74 ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมาย OKRs ที่ตั้งไว้ (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80)1more_horizการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ พหุปัญญา และสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียนทักษะสร้างสรรค์และดิจิทัลสูงกว่าเกณฑ์: ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านทักษะความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ (ความคิดริเริ่ม ยืดหยุ่น ละเอียดลออ) และสมรรถนะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) เฉลี่ยสูงถึง ร้อยละ 91.67 (ผ่านเกณฑ์เป้าหมายร้อยละ 90)ปลดล็อคศักยภาพรายบุคคล: การบูรณาการสื่อ AI (DALL-E 3, Canva AI, Suno AI) ช่วยทลายข้อจำกัดด้านทักษะพื้นฐาน ปลุกแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนมั่นใจในการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ตามหลักพหุปัญญาและการเรียนรู้รายบุคคล (Personalized Learning) ควบคู่กับการปลูกฝังจริยธรรมการใช้ AI (AI Ethics) และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์6more_horizการยกระดับสมรรถนะครูและการลดภาระงานวิชาการเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน (Quick Win)สมรรถนะการทำวิจัยด้วย AI: ครูผู้สอนศิลปะร้อยละ 100 มีสมรรถนะเฉลี่ยรวมในการใช้นวัตกรรม AI จัดทำรายงานวิจัยในชั้นเรียน 5 บท อยู่ที่ ร้อยละ 95.00 (สูงกว่าเป้าหมาย OKRs ร้อยละ 80)910ลดเวลาเอกสารมากกว่า 80%: สามารถ ลดระยะเวลาจัดทำเอกสารรายงานวิจัย 5 บท ลงได้มากกว่าร้อยละ 80 ตอบโจทย์นโยบาย Quick Win ของ สพฐ. โดยเปลี่ยน AI เป็นผู้ช่วยวิจัยมือโปร (The Copilot Researcher) ทำให้ครูมีเวลาและพลังในการเตรียมกิจกรรม Active Learning ได้เต็มที่
การยกระดับระบบการนิเทศและวัฒนธรรมการทำงานวิชาชีพอย่างยั่งยืนความพึงพอใจระดับมากที่สุด 100%: ครูและผู้บริหารสถานศึกษา มีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศ APISE Plus บูรณาการ 7 STEPs สู่ 7 S ผ่านแพลตฟอร์ม LPG1’s OSP ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ($\bar{X} = 4.88, S.D. = 0.32$) คิดเป็น ร้อยละ 10013more_horizวัฒนธรรม PLC และนิเทศกัลยาณมิตร: เกิดการเปลี่ยนบทบาทศึกษานิเทศก์และผู้บริหารจาก "ผู้ตรวจสอบ" สู่ "ผู้ชี้นำและผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)" ผ่านการ Coaching ด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ข้ามสถานศึกษา และถอดบทเรียนเป็น วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เพื่อการขยายผลอย่างยั่งยืน
การถอดบทเรียน
การถอดบทเรียนจากงานวิจัยของ นายวสันต์ แปงจิตต์ ศึกษานิเทศก์ สพป.ลำปาง เขต 1 ผ่านยุทธศาสตร์ S7-SPREAD (ถอดบทเรียนขยายผล) สะท้อนบทเรียนสำคัญในการพลิกโฉมการศึกษา 3 ประการ
ประการแรก คือการเปลี่ยนบทบาท AI สู่การเป็น "ผู้ช่วยวิจัยมือโปร" (The Copilot Researcher)
โดยใช้ NotebookLM กักบริเวณข้อมูล (Grounding) จากเอกสาร SAR และ ปพ.5 เพื่อสกัดช่องว่างการเรียนรู้ได้แม่นยำและป้องกันข้อมูลหลอน
ผสานกับ Gemini เรียบเรียงรายงานวิจัย 5 บทตามมาตรฐาน APA 7th
ช่วยลดเวลาทำเอกสารวิจัยลงกว่าร้อยละ 80 ตอบโจทย์นโยบาย Quick Win
ประการที่สอง คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมการนิเทศสู่การ Coaching ด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
ช่วยลดความกังวล สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ และเปลี่ยนบทบาทศึกษานิเทศก์สู่ผู้อำนวยความสะดวก
ประการสุดท้าย คือการใช้สื่อ AI เช่น DALL-E 3, Canva AI และ Suno AI ในกิจกรรม Active Learning
ช่วยทลายข้อจำกัดทักษะพื้นฐาน ปลูกฝังจริยธรรม AI และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนศิลปะของผู้เรียนรายบุคคล
ก่อนถอดบทเรียนเป็น วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม LPG1’s OSP เพื่อขับเคลื่อนชุมชน PLC ข้ามสถานศึกษาอย่างยั่งยืน
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1. การขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) บนแพลตฟอร์มดิจิทัล: ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ LPG1’s OSP เป็นศูนย์กลางให้บริการคลังความรู้ คลังคำสั่ง Prompt สื่อศิลปะดิจิทัล และจัดเก็บรายงานวิจัยในชั้นเรียน 5 บท เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ร่วมวางแผน สะท้อนคิด และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามสถานศึกษาได้แบบ Anywhere Anytime
2. การนิเทศกัลยาณมิตรด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy Dialogue): ปรับเปลี่ยนบทบาทศึกษานิเทศก์และผู้บริหารสถานศึกษาจากการเป็นผู้ตรวจสอบสู่การเป็นโค้ชและพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) โดยรับฟังเชิงลึก ให้ข้อเสนอแนะเชิงบวก เพื่อลดความกังวล และสร้างบรรยากาศความไว้วางใจในการพัฒนางานวิจัย
3. การถอดบทเรียนขยายผลสู่ Best Practice และเครือข่ายยั่งยืน: ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ S7-SPREAD (ถอดบทเรียนขยายผล) ในรูปแบบ 7 STEPs สู่ 7 S โดยนำผลสำเร็จจากการใช้ AI จัดทำวิจัยและ Active Learning มาถอดบทเรียนเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เผยแพร่สู่เครือข่ายทางการศึกษาอย่างยั่งยืน
ปัญหาและอุปสรรค
ด้านการดำเนินงาน — ปัญหา
ปัญหาด้านการดำเนินงาน 3 ประการ
1. ภาระงานเอกสารซ้ำซ้อน ครูต้องทำวิจัยในชั้นเรียน 5 บทที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ส่งผลให้ขาดเวลาเตรียมกิจกรรม Active Learning
2. ข้อจำกัดด้านสื่อและทักษะดิจิทัล สถานศึกษาขาดแคลนสื่อศิลปะ มีเวลาเรียนน้อย และครูยังขาดความเชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลประยุกต์ในการสอน
3. ขาดคู่มือและเครือข่ายสนับสนุน ขาดแคลนคู่มือการใช้ AI ช่วยทำวิจัยที่เป็นระบบ และขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชน PLC
ด้านการดำเนินงาน — อุปสรรค
อุปสรรคด้านการดำเนินงาน 3 ประการ
1. โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี โรงเรียนบางแห่งยังขาดแคลนอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพ
2. ทักษะดิจิทัลของครู ครูบางส่วนยังขาดความเชี่ยวชาญด้าน Prompt Engineering และความคุ้นเคยในการประยุกต์ใช้ AI
3. ความเสี่ยงข้อมูลหลอนและจริยธรรม ต้องคอยตรวจสอบความถูกต้อง ป้องกันการเกิดข้อมูลเท็จ (Hallucination) และกำกับดูแลจริยธรรมการใช้งาน
ด้านงบประมาณ — ปัญหา
-
ด้านงบประมาณ — อุปสรรค
-
ปัจจัยความสำเร็จและประโยชน์สาธารณะ
ปัจจัยความสำเร็จ
1. นวัตกรรมคู่มือและเครื่องมือ AI ช่วยสกัดปัญหาและลดเวลาจัดทำเอกสารวิจัย 5 บทลงอย่างเห็นได้ชัด
2. การนิเทศแบบ Coaching ด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) สร้างบรรยากาศความไว้วางใจและลดความกังวลในการทำวิจัย
3. ระบบนิเทศออนไลน์ LPG1’s OSP ช่วยติดตามงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้สะดวกแบบ Anywhere Anytime
4. ความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ระหว่างศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน
ประโยชน์สาธารณะที่ได้รับ
การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้ช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะความคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล ช่วยลดภาระงานเอกสารวิจัยซ้ำซ้อนของครู เพื่อคืนเวลาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแก่ผู้เรียน
พร้อมทั้งสร้างต้นแบบกระบวนการนิเทศและแพลตฟอร์มคลังนวัตกรรมดิจิทัล (LPG1’s OSP) ที่สามารถนำไปขยายผลยกระดับคุณภาพการศึกษาและขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในวงกว้างได้อย่างยั่งยืน
ไฟล์และเอกสารแนบ
การอ้างอิงผลงานนี้
คัดลอกได้เลยผลงานที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ
หรือ
สมัครสมาชิก
เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นนี้ได้!